เผยแพร่ อัปเดตล่าสุด เขียนและตรวจทานโดยทีม Resale Intelligence
ในหน้านี้
เริ่มจากราคาที่ขายได้จริง (ไม่ใช่ราคาประกาศ) แล้วหักค่าซ่อม ค่าธรรมเนียม ต้นทุนเวลาที่เงินจม เงินสำรองความเสี่ยง และกำไรที่ต้องการ ราคาที่เหลือคือราคารับซื้อสูงสุด
ตีราคารับซื้อมือถือมือสองทำอย่างไร (6 ขั้นตอน)
หาราคาที่ขายได้จริงของรุ่นและสภาพใกล้เคียง ปรับตามสภาพเครื่อง แล้วหักค่าซ่อม ค่าธรรมเนียม ต้นทุนเวลา เงินสำรองความเสี่ยง และกำไรที่ต้องการ ตามลำดับด้านล่าง
- หาราคาขายจริง — ใช้ราคาที่ร้านขายได้จริงในรุ่น สเปก และสภาพใกล้เคียงกัน ราคาประกาศในเน็ตมักสูงกว่าราคาที่ขายได้ประมาณ 5–10%
- ปรับตามสภาพ — เกรด แบตเตอรี่ อุปกรณ์ครบ เครื่องศูนย์/นอก มีผลต่อราคาขายต่อ
- หักค่าซ่อมที่ต้องทำ — จอ แบต ฝาหลัง ค่าแรง ประเมินก่อนรับ ไม่ใช่หลังรับ
- หักค่าธรรมเนียม — บัตรเครดิต มาร์เก็ตเพลส ค่าส่ง
- หักต้นทุนเวลา — เงินที่จมในเครื่องมีต้นทุน ยิ่งขายช้ายิ่งแพง
- หักกำไรที่ต้องการและเงินสำรองความเสี่ยง
มือถือขายได้ 20,000 บาท ควรรับซื้อไม่เกินเท่าไร?
ถ้ามือถือขายได้จริง 20,000 บาท ต้องเปลี่ยนแบต 900 บาท และคาดว่าขายได้ใน 10 วัน ควรรับซื้อไม่เกิน 16,400 บาท ตามค่าเริ่มต้นของระบบ ตัวเลขแต่ละบรรทัดอยู่ในตารางด้านล่าง
| ราคาที่ขายได้จริง | 20,000 |
| ค่าเปลี่ยนแบต | − 900 |
| ต้นทุนเวลา (10 วัน) | − 100 |
| เงินสำรองความเสี่ยง 3% | − 600 |
| กำไรขั้นต่ำ 10% | − 2,000 |
| รับซื้อได้ไม่เกิน | 16,400 |
|---|
ในระบบ ราคาขายจริงที่ปรับตามสภาพแล้วเรียกว่า Expected Sell ต้นทุนเวลาเรียกว่า ต้นทุนถือครอง เงินที่กันไว้เผื่อปัญหาเรียกว่า เงินสำรองความเสี่ยง และราคารับซื้อสูงสุดที่เหลือเรียกว่า Safe Buy
ตีราคาพลาดเพราะอะไรบ้าง?
ส่วนใหญ่พลาดเพราะใช้ราคาประกาศขายแทนราคาที่ขายได้จริง ลืมค่าซ่อมเล็ก ๆ ที่รวมกันแล้วกินกำไร และรับรุ่นที่มีในสต๊อกเยอะแล้วในราคาเท่าเดิม
ระบบคำนวณขั้นตอนเหล่านี้ให้อัตโนมัติเป็น Safe Buy — ดูสูตรเต็มที่ วิธีคำนวณ